ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ต้องใช้เวลา

by ต้อม No comments »

ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ผมว่ามันต้องใช้เวลานะกว่าจะเป็นที่เป็นที่เป็นทาง

เกษตรผสมผสาน

1 ปีแรก ปีแห่งความไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะเราเชื่อคนอื่นไปหมด ใครบอกอะไรก็เชื่อ เชื่อคนรอบข้าง เชื่อหนังสือ แต่ไม่ค่อยเชื่อตัวเอง

ปีที่สอง ปีแห่งการทดลองเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสียเงิน เสียเวลาไปไม่น้อย

ปีที่สาม เริ่มจับทางได้เริ่มเชื่อมั่นมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หรือไม่ก็เจ๊งไปเลยก็มี

ปีที่สี่ ผลผลิตที่สร้างไว้เริ่มออกมากขึ้น รายได้เริ่มเข้ามามากขึ้น

ปีที่ห้า เริ่มจะพูดได้ว่าประสบความสำเร็จ

ปีต่อๆไป มีแต่คำว่า สบาย ๆ ๆ ๆ (ถ้าไม่หาเรื่องทำอะไรเพิ่มอ่ะนะ)

สำหรับผมก็ยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จหรอกครับ แค่อยากจะเตือนท่านที่คิดจะก้าวเข้ามาในสายเกษตร ว่ามันไม่ได้ง่าย เหมือนที่ลงในหนังสือ ในรายการต่างๆ เพราะในรายการต่างๆเค้ามีเวลจำกัด ไม่มีใครเค้ามานั่งสาธยายอะไรทุกๆอย่างหรอกครับ ที่เห็นๆก็มี “เข้ามาทำเกษตรได้ไง” “ปลูกอะไรยังไง”  “รายได้เท่าไหร่”  มีน้อยมากที่เค้าจะบรรยายถึงการล้มลุดคลุกคลานของเกษตรกร,,,, ที่เห็นเข้าท่าก็เห็นมีรายการหอมแผ่นดินนี่หล่ะครับ ที่ให้ทั้งกำลังใจ ความรู้ และจุดบกพร่องของเกษตรกรตอนเริ่มต้น

ลองดูตัวอย่างของรายการหอมแผ่นดินดูนะครับ

 

สินค้าเกษตร ปลูกแล้วเอาไปขายที่ไหน ขายให้ใคร ?

by ต้อม No comments »

สินค้าเกษตร ปลูกแล้วเอาไปขายที่ไหน ขายให้ใคร ?
สินค้าเกษตร
เกษตรกรส่วนใหญ่จะถนัดปลูกให้ได้ผลผลิตแต่ไม่ถนัดในเรื่องการตลาด ถึงเวลาก็เอาไปส่งพ่อค้าคนกลางหรือเรียกพ่อค้าคนกลางมารับอย่างเดียว ทำให้ได้ราคาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซื่งราคาที่พ่อค้าเอาไปบวกก็เรียกได้ว่าเกินครึ่งกับที่รับจากเกษตรกรไปเลยทีเดียว…ดังนั้นถ้าหากเกษตรกรต้องการเงินอีกครึ่งนึงที่แทนจะเป็นส่วนของพ่อค้าให้มาเป็นส่วนของตัวเอง ผมแนะนำให้หาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเองเลยครับ

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรนั้นก็แล้วแต่พื้นที่ของท่านจะเป็นแบบไหนนะครับ เลือกเอาได้เลยผมจะเขียนไว้เป็นข้อๆ ให้เลือกเอาตามความเหมาะสม

1. วิธีแจกครับ แจกญาติพี่น้อง บ้านใกล้เรือนเคียง หรือไม่ก็ทำโบร์ชัวร์แนะนำสินค้าพร้อมเบอร์โทรแล้วเอาไปแจกตามสถานที่ต่างๆที่คนพลุกพล่าน(เอาละแวกใกล้ๆก่อน) ไม่ต้องแจกเยอะแจกพอให้เค้าชิม ถ้าเค้ารู้สึกว่าดี ว่าอร่อย เดี๋ยวเค้าก็ติดต่อสั่งซื้อมาเอง

2. ขายเองครับ ใครมีสวนติดถนน ก็ขายหน้าสวนเลย ใครไม่ได้อยู่ติดถนนก็ไปขายตามตลาด หรือสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง วิธีนี้ถ้ามีของหลายๆอย่างก็จะดีกว่ามีอย่างเดียวโดดๆ ลูกค้าจะได้มีตัวเลือกครับ

3. เอาไปส่งตลาดรับซื้อใหญ่ๆเอง วิธีนี้สินค้าต้องมีปริมาณมากพอค่าน้ำมันที่จะวิ่งไปนะครับ ถ้าให้ดีขาวิ่งไปเอาของสวนเราไปขาย(ของไม่พอรับของคนอื่นไปด้วย) ขากลับรับของอย่างอื่นจากตลาดมาขาย(ของที่ละเเวกที่เราอยู่มีน้อย หรือเป็นที่ต้องการของตลาด) ตลาดใหญ่ๆ ก็มีตลาดสี่มุมเมืองอยู่แถวเซียร์รังสิต , ตลาดไทอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ,  กาดเมืองใหม่จังหวัดเชียงใหม่ , ตลาดศรีเมืองทองจังหวัดขอนแก่น ฯลฯ

4. ขายผ่านโลกออนไลน์อย่าง Facebook  หรือสร้างเว็บไซต์ที่เป็นแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา แล้วไปโปรโมทให้ติดอันดับในกูเกิล หรือลงโฆษณากับกูเกิล… วิธีนี้อาจจะยากไปหน่อยสำหรับเกษตรกรแต่เป็นช่องทางที่ทรงพลังที่สุดครับ เพราะลูกค้าสามารถเข้าถึงเราได้จากทั่วทุกมุมโลก…เริ่มต้นอาจจะทำแบบง่ายๆก่อนโดยไปลงประกาศขายในเว็บที่พูดถึงเกี่ยวกับสินค้าของท่าน เช่น ถ้าอยากจะขายพันธุ์ไม้ แนะนำให้ไปลงโฆษณาในเว็บ http://www.kasetporpeang.com/ ถ้าอยากขายไก่ชน ก็ไปลงขายในเว็บที่พูดถึงไก่ชนครับ

5. สร้างแบรนด์ สร้างชื่อให้สวนตัวเอง มีตัวอย่างเยอะครับ ถ้าสร้างแบรนด์สำเร็จ คนรู้จักเยอะ ตลาดจะมาหาเราเอง … อย่างสวนผักโอ้กระจู๋ที่เชียงใหม่ เขาปลูกผัก และทำร้านอาหารในตัว ทุกวันนี้คนเต็มแทบทุกวันครับ

6. ส่งตรงถึงโรงงาน หรือร้านอาหารครับ ถ้าไม่ถนัดวิ่งหาก็ใช้เทคโนโลยีใช้กูเกิลให้เป็นประโยขน์ครับ เมื่อหาเจอก็ไปคุยกับเค้าโดยตรงเลย วิธีนี้แนะนำให้คุยก่อนปลูก เพราะเราจะได้รู้ว่าเค้ามีความต้องการสินค้าเกษตรชนิดใดบ้าง และจำนวนเท่าไหร่

7.แปรรูปเอง แล้วเอาไปขายเองหรือฝากขายครับ การแปรรูปจะช่วยเพิ่มมูลค่า และสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้ดีทีเดียว เริ่มแรกก็อาจจะแปรรูปกันง่ายๆก่อน เช่น  กล้วยตาก หน่อไม้ดอง เป็นต้น

ปัญหาอีกอย่างนึงก็คือเกษตรกรไม่กล้าคิดต่าง เห็นเพื่อนปลูกอะไรก็ปลูกตาม ส่วนหนึงคงเพราะกลัวว่า ปลูกแล้วจะไม่มีที่ขาย ปลูกตามคนอื่นดีกว่า เค้าเอาไปขายที่ไหนก็เอาไปขายด้วย แต่ถ้าทำแบบนี้เราจะไม่มีสิทธิ์กำหนดราคาเองได้เลย ..ทั้งหมู่บ้านปลูกมัน ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันหมด ถ้ามีใครกล้าคิดต่างทำต่างปลูกผัก ปลูกมะนาวขึ้นมา คนที่ปลูกมัน ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด ก็มาซื้อกันเองแหละครับ ปากต่อปากแพบเดียวก็มีลูกค้า “บ้านคนนี้มีมะนาวนะ บ้านคนนี้มีผักนะ”

เขียนโดย ต้อม เป็นไทฟาร์ม
วันที่ 18/4/2558
ต้องการบทความไปเผยแพร่กรุณาใส่แหล่งที่มาด้วยครับ ขอบคุณครับ

ไม่มีกากน้ำตาลทำไง ?

by ต้อม No comments »

ทฤษฎีทางการเกษตร โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบ..เป็นสิ่งที่เราควรศึกษา ว่าเราใช้วัสดุเหล่านั้นเพื่ออะไร…ถ้าเรารู้เหตุผลของมันแล้ว..ก็จะทำให้เราสามารถหาวัสดุที่ทดแทนในท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องซื้อหา

เมื่อก่อนผมก็เคยเป็นนะครับ ตอนมาสายเกษตรใหม่ๆอ่านหนังสือ วิธีทำน้ำหมักเค้าบอกให้ใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนผสม…ผมดันหากากน้ำตาลไม่ได้เลย ก็เลยไม่ทำเลยน้ำหม่งน้ำหมัก 55…ทั้งที่จริงแล้วใช้อะไรแทนก็ได้ที่ให้ความหวานเหมือนกัน เช่นน้ำตาลชนิดต่างๆ หรือแม้กระทั่งเศษผลไม้ที่มีรสหวานก็ยังได้

วัสดุคลุมดินก็เหมือนกันเค้าบอกให้ใช้ฟางข้าวเราก็ไปขวนขวายหาซื้อฟางมา ทั้งๆที่ในท้องถิ่นนั้นอาจมีวัสดุคลุมดินอื่นที่ไม่ต้องซื้ออยู่ เช่น เศษหญ้า ใบไม้ หญ้าแฝก ตะไคร้หอม แกลบ เป็นต้น
ผัก

ฉะนั้นก่อนลงมือทำอะไรการศึกษาข้อมููลให้ถี่ถ้วน ให้รู้จริงก็จะสามารถทำให้เราประหยัดต้นทุนไปได้อีกเยอะเลยครับ

เขียนโดย ต้อม เป็นไทฟาร์ม
วันที่ 28/1/2558
ต้องการบทความไปเผยแพร่กรุณาใส่แหล่งที่มาด้วยครับ ขอบคุณครับ