สินค้าเกษตร ปลูกแล้วเอาไปขายที่ไหน ขายให้ใคร ?

by ต้อม No comments »

สินค้าเกษตร ปลูกแล้วเอาไปขายที่ไหน ขายให้ใคร ?
สินค้าเกษตร
เกษตรกรส่วนใหญ่จะถนัดปลูกให้ได้ผลผลิตแต่ไม่ถนัดในเรื่องการตลาด ถึงเวลาก็เอาไปส่งพ่อค้าคนกลางหรือเรียกพ่อค้าคนกลางมารับอย่างเดียว ทำให้ได้ราคาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซื่งราคาที่พ่อค้าเอาไปบวกก็เรียกได้ว่าเกินครึ่งกับที่รับจากเกษตรกรไปเลยทีเดียว…ดังนั้นถ้าหากเกษตรกรต้องการเงินอีกครึ่งนึงที่แทนจะเป็นส่วนของพ่อค้าให้มาเป็นส่วนของตัวเอง ผมแนะนำให้หาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเองเลยครับ

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรนั้นก็แล้วแต่พื้นที่ของท่านจะเป็นแบบไหนนะครับ เลือกเอาได้เลยผมจะเขียนไว้เป็นข้อๆ ให้เลือกเอาตามความเหมาะสม

1. วิธีแจกครับ แจกญาติพี่น้อง บ้านใกล้เรือนเคียง หรือไม่ก็ทำโบร์ชัวร์แนะนำสินค้าพร้อมเบอร์โทรแล้วเอาไปแจกตามสถานที่ต่างๆที่คนพลุกพล่าน(เอาละแวกใกล้ๆก่อน) ไม่ต้องแจกเยอะแจกพอให้เค้าชิม ถ้าเค้ารู้สึกว่าดี ว่าอร่อย เดี๋ยวเค้าก็ติดต่อสั่งซื้อมาเอง

2. ขายเองครับ ใครมีสวนติดถนน ก็ขายหน้าสวนเลย ใครไม่ได้อยู่ติดถนนก็ไปขายตามตลาด หรือสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง วิธีนี้ถ้ามีของหลายๆอย่างก็จะดีกว่ามีอย่างเดียวโดดๆ ลูกค้าจะได้มีตัวเลือกครับ

3. เอาไปส่งตลาดรับซื้อใหญ่ๆเอง วิธีนี้สินค้าต้องมีปริมาณมากพอค่าน้ำมันที่จะวิ่งไปนะครับ ถ้าให้ดีขาวิ่งไปเอาของสวนเราไปขาย(ของไม่พอรับของคนอื่นไปด้วย) ขากลับรับของอย่างอื่นจากตลาดมาขาย(ของที่ละเเวกที่เราอยู่มีน้อย หรือเป็นที่ต้องการของตลาด) ตลาดใหญ่ๆ ก็มีตลาดสี่มุมเมืองอยู่แถวเซียร์รังสิต , ตลาดไทอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ,  กาดเมืองใหม่จังหวัดเชียงใหม่ , ตลาดศรีเมืองทองจังหวัดขอนแก่น ฯลฯ

4. ขายผ่านโลกออนไลน์อย่าง Facebook  หรือสร้างเว็บไซต์ที่เป็นแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา แล้วไปโปรโมทให้ติดอันดับในกูเกิล หรือลงโฆษณากับกูเกิล… วิธีนี้อาจจะยากไปหน่อยสำหรับเกษตรกรแต่เป็นช่องทางที่ทรงพลังที่สุดครับ เพราะลูกค้าสามารถเข้าถึงเราได้จากทั่วทุกมุมโลก…เริ่มต้นอาจจะทำแบบง่ายๆก่อนโดยไปลงประกาศขายในเว็บที่พูดถึงเกี่ยวกับสินค้าของท่าน เช่น ถ้าอยากจะขายพันธุ์ไม้ แนะนำให้ไปลงโฆษณาในเว็บ http://www.kasetporpeang.com/ ถ้าอยากขายไก่ชน ก็ไปลงขายในเว็บที่พูดถึงไก่ชนครับ

5. สร้างแบรนด์ สร้างชื่อให้สวนตัวเอง มีตัวอย่างเยอะครับ ถ้าสร้างแบรนด์สำเร็จ คนรู้จักเยอะ ตลาดจะมาหาเราเอง … อย่างสวนผักโอ้กระจู๋ที่เชียงใหม่ เขาปลูกผัก และทำร้านอาหารในตัว ทุกวันนี้คนเต็มแทบทุกวันครับ

6. ส่งตรงถึงโรงงาน หรือร้านอาหารครับ ถ้าไม่ถนัดวิ่งหาก็ใช้เทคโนโลยีใช้กูเกิลให้เป็นประโยขน์ครับ เมื่อหาเจอก็ไม่คุยกับเค้าโดยตรงเลย วิธีนี้แนะนำให้คุยก่อนปลูก เพราะเราจะได้รู้ว่าเค้ามีความต้องการอะไรบ้าง และจำนวนเท่าไหร่

7.แปรรูปเอง แล้วเอาไปขายเองหรือฝากขายครับ การแปรรูปจะช่วยเพิ่มมูลค่า และสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้ดีทีเดียว เริ่มแรกก็อาจจะแปรรูปกันง่ายๆก่อน เช่น  กล้วยตาก หน่อไม้ดอง เป็นต้น

ปัญหาอีกอย่างนึงก็คือเกษตรกรไม่กล้าคิดต่าง เห็นเพื่อนปลูกอะไรก็ปลูกตาม ส่วนหนึงคงเพราะกลัวว่า ปลูกแล้วจะไม่มีที่ขาย ปลูกตามคนอื่นดีกว่า เค้าเอาไปขายที่ไหนก็เอาไปขายด้วย แต่ถ้าทำแบบนี้เราจะไม่มีสิทธิ์กำหนดราคาเองได้เลย ..ทั้งหมู่บ้านปลูกมัน ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันหมด ถ้ามีใครกล้าคิดต่างทำต่างปลูกผัก ปลูกมะนาวขึ้นมา คนที่ปลูกมัน ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด ก็มาซื้อกันเองแหละครับ ปากต่อปากแพบเดียวก็มีลูกค้า “บ้านคนนี้มีมะนาวนะ บ้านคนนี้มีผักนะ”

เขียนโดย ต้อม เป็นไทฟาร์ม
วันที่ 18/4/2558
ต้องการบทความไปเผยแพร่กรุณาใส่แหล่งที่มาด้วยครับ ขอบคุณครับ

ไม่มีกากน้ำตาลทำไง ?

by ต้อม No comments »

ทฤษฎีทางการเกษตร โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบ..เป็นสิ่งที่เราควรศึกษา ว่าเราใช้วัสดุเหล่านั้นเพื่ออะไร…ถ้าเรารู้เหตุผลของมันแล้ว..ก็จะทำให้เราสามารถหาวัสดุที่ทดแทนในท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องซื้อหา

เมื่อก่อนผมก็เคยเป็นนะครับ ตอนมาสายเกษตรใหม่ๆอ่านหนังสือ วิธีทำน้ำหมักเค้าบอกให้ใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนผสม…ผมดันหากากน้ำตาลไม่ได้เลย ก็เลยไม่ทำเลยน้ำหม่งน้ำหมัก 55…ทั้งที่จริงแล้วใช้อะไรแทนก็ได้ที่ให้ความหวานเหมือนกัน เช่นน้ำตาลชนิดต่างๆ หรือแม้กระทั่งเศษผลไม้ที่มีรสหวานก็ยังได้

วัสดุคลุมดินก็เหมือนกันเค้าบอกให้ใช้ฟางข้าวเราก็ไปขวนขวายหาซื้อฟางมา ทั้งๆที่ในท้องถิ่นนั้นอาจมีวัสดุคลุมดินอื่นที่ไม่ต้องซื้ออยู่ เช่น เศษหญ้า ใบไม้ หญ้าแฝก ตะไคร้หอม แกลบ เป็นต้น
ผัก

ฉะนั้นก่อนลงมือทำอะไรการศึกษาข้อมููลให้ถี่ถ้วน ให้รู้จริงก็จะสามารถทำให้เราประหยัดต้นทุนไปได้อีกเยอะเลยครับ

เขียนโดย ต้อม เป็นไทฟาร์ม
วันที่ 28/1/2558
ต้องการบทความไปเผยแพร่กรุณาใส่แหล่งที่มาด้วยครับ ขอบคุณครับ

เกษตรกรรมตามสภาพแวดล้อม(อย่าเชื่อหนังสือ)

by ต้อม No comments »

เกษตรกรรมตามสภาพแวดล้อม(อย่าเชื่อหนังสือ)

เกษตรกรมือใหม่ส่วนใหญ่จะทำการเกษตรตามหนังสือ และเชื่อทฤษฎีในหนังสืออย่างเต็มเหนี่ยว ทำตามหนังสือเป๊ะๆทุกอย่าง แต่หารู้ไม่ว่าหนังสือนั้นเค้าอาจจะทดลองทำในเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น สิ่งที่เค้าบอกเค้าแนะนำในหนังสืออาจจะไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของสวน ของไร่นาท่านก็ได้ …

ที่ผมเกริ่นนำในหัวข้อว่า “อย่าเชื่อหนังสือ” อาจจะดูแรงไปนิดนะครับ แต่ผมแค่ต้องการให้หัวข้อเป็นที่น่าสนใจเท่านั้น ความหมายจริงๆคือเชื่อหนังสือได้ครับ ทฤษฎีเป็นสิ่งที่เราควรศึกษา แต่ต้องวิเคราะห์ด้วยว่าเราควรทำตามรึเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ในหนังสือบอกให้ขุดหลุมกว้าง 50 x 50 x 50 ซม. เวลาปลูกต้นไม้ แถมยังต้องคลุกเคล้าปุ๋ยคอกลงไปในดินด้วย..แต่ถ้าดินที่สวนของคุณยังเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่ ยังร่วนซุยดีอยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปขุดหลุมกว้างขนาดนั้นเลย

ผมเคยอ่านเจอในหนังสือการปลูกผักหวานบ้านเล่มนึง เค้าบอกว่าผักหวานบ้านไม่มีแมลงมารบกวน ..ก็จริงครับผมทดลองปลูกที่บ้านงามมากๆ แต่พอเอาไปปลูกที่สวนเท่านั้นแหละ แมลงมากินใบเหี้ยนจนเหลือแต่ลำต้นเลยครับ !!

หนังสืออีกเล่มนึงคำนวณต้นทุน ค่าใช้จ่าย ต้นทุน รายได้ในการทำการเกษตรให้เสร็จสรรพ ปลูก 1 ไร่ ได้เท่านั้นเท่านั้น ปลูก 10 ไร่ ได้เท่านั้นเท่านี้…แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ดี
  1.แล้วค่าแรงหล่ะ ถ้าทำเยอะจะหาแรงงานได้เพียงพอมั้ย
  2.ต้นทุนแฝงอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันหล่ะ
  3.แล้วรายได้จะเป๊ะๆตามเค้าว่าจริงๆหรอ เพราะบางทีก็โดนกดราคาจนแทบไม่เหลืออะไร
  4.แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้ผลผลิตออกมาโดยไม่เสียหายจากโรคและแมลง
  5.เมื่อผลผลิตออกมารู้ได้อย่างไรว่าจะขายหมดโดยไม่เน่าเสีย ++
ฉะนั้นเมื่อท่านเห็นตัวเลขอย่าพื่งเชื่อครับ เพราะการเกษตรใช้หลักคณิตศาสตร์คำนวณเป๊ะๆไม่ได้ อย่าพื่งโลภทำเยอะควรเริ่มทำเริ่มศึกษาพร้อมกับหาตลาดในจำนวนที่น้อยๆก่อน พอแน่ใจว่าไปได้ก็ค่อยจัดเต็มครับ
ในความคิดของผม ผมว่าก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรหรือปลูกอะไร เราควรศึกษาพื้นที่ให้ดีก่อนว่าสภาพภูมิประเทศเป็นอย่างไร สูงจากระดับน้ำทะเลแค่ไหน สภาพอากาศเป็นอย่างไร แสงแดดจัดแค่ไหน สภาพดินเป็นอย่างไร มีพื้นที่กว้างหรือแคบ มีโจรมีขโมยรึเปล่า เพราะถ้าหากท่านปลูกพืชที่ลักขโมยง่าย นำไปขายง่าย แล้วไม่มีคนเฝ้าก็อาจจะโดนขโมยจนหมดได้ครับ

ปลูกผักกูด

ผักกูด

อย่างที่ผมทดลองปลูกผักกูด สภาพแวดล้อมที่สวนผม มีลำห้วยผ่าน ทำให้สามารถปลูกผักกูด ได้โดยไม่ต้องดูแลอะไรมาก แค่คอยดูแลกำจัดวัชพืชบ้างเท่านั้นเอง น้ำไม่ต้องรด ปุ๋ยไม่ต้องใส่เลย เพราะผักกูดชอบขึ้นริมห้วยที่มีน้ำไหลผ่าน ..เกษตรกรรมตามสภาพแวดล้อม ก็คือการศึกษาว่าพืชชนิดใดควรอยู่ตำแหน่งใด ก็จะทำให้เราได้ผลผลิตดีขึ้น หรือเหนื่อยน้อยลงครับ …………ทดลองศึกษา ทดลองปลูกไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็รู้เองครับ ว่าตรงไหนควรปลูกอะไร พืชชนิดใดอยู่ร่วมกับชนิดใดได้

เขียนโดย ต้อม เป็นไทฟาร์ม
วันที่ 5/1/2558
ต้องการบทความไปเผยแพร่กรุณาใส่แหล่งที่มาด้วยครับ ขอบคุณครับ