ไม่มีกากน้ำตาลทำไง ?

by ต้อม No comments »

ทฤษฎีทางการเกษตร โดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบ..เป็นสิ่งที่เราควรศึกษา ว่าเราใช้วัสดุเหล่านั้นเพื่ออะไร…ถ้าเรารู้เหตุผลของมันแล้ว..ก็จะทำให้เราสามารถหาวัสดุที่ทดแทนในท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องซื้อหา

เมื่อก่อนผมก็เคยเป็นนะครับ ตอนมาสายเกษตรใหม่ๆอ่านหนังสือ วิธีทำน้ำหมักเค้าบอกให้ใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนผสม…ผมดันหากากน้ำตาลไม่ได้เลย ก็เลยไม่ทำเลยน้ำหม่งน้ำหมก 55…ทั้งที่จริงแล้วใช้อะไรแทนก็ได้ที่ให้ความหวานเหมือนกัน เช่นน้ำตาลชนิดต่างๆ หรือแม้กระทั่งเศษผลไม้ที่มีรสหวานก็ยังได้

วัสดุคลุมดินก็เหมือนกันเค้าบอกให้ใช้ฟางข้าวเราก็ไปขวนขวายหาซื้อฟางมา ทั้งๆที่ในท้องถิ่นนั้นอาจมีวัสดุคลุมดินอื่นที่ไม่ต้องซื้ออยู่ เช่น เศษหญ้า ใบไม้ หญ้าแฝก ตะไคร้หอม แกลบ เป็นต้น
ผัก

ฉะนั้นก่อนลงมือทำอะไรการศึกษาข้อมููลให้ถี่ถ้วน ให้รู้จริงก็จะสามารถทำให้เราประหยัดต้นทุนไปได้อีกเยอะเลยครับ

เขียนโดย ต้อม เป็นไทฟาร์ม
วันที่ 28/1/2558
ต้องการบทความไปเผยแพร่กรุณาใส่แหล่งที่มาด้วยครับ ขอบคุณครับ

เกษตรกรรมตามสภาพแวดล้อม(อย่าเชื่อหนังสือ)

by ต้อม No comments »

เกษตรกรรมตามสภาพแวดล้อม(อย่าเชื่อหนังสือ)

เกษตรกรมือใหม่ส่วนใหญ่จะทำการเกษตรตามหนังสือ และเชื่อทฤษฎีในหนังสืออย่างเต็มเหนี่ยว ทำตามหนังสือเป๊ะๆทุกอย่าง แต่หารู้ไม่ว่าหนังสือนั้นเค้าอาจจะทดลองทำในเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น สิ่งที่เค้าบอกเค้าแนะนำในหนังสืออาจจะไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของสวน ของไร่นาท่านก็ได้ …

ที่ผมเกริ่นนำในหัวข้อว่า “อย่าเชื่อหนังสือ” อาจจะดูแรงไปนิดนะครับ แต่ผมแค่ต้องการให้หัวข้อเป็นที่น่าสนใจเท่านั้น ความหมายจริงๆคือเชื่อหนังสือได้ครับ ทฤษฎีเป็นสิ่งที่เราควรศึกษา แต่ต้องวิเคราะห์ด้วยว่าเราควรทำตามรึเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ในหนังสือบอกให้ขุดหลุมกว้าง 50 x 50 x 50 ซม. เวลาปลูกต้นไม้ แถมยังต้องคลุกเคล้าปุ๋ยคอกลงไปในดินด้วย..แต่ถ้าดินที่สวนของคุณยังเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่ ยังร่วนซุยดีอยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปขุดหลุมกว้างขนาดนั้นเลย

ผมเคยอ่านเจอในหนังสือการปลูกผักหวานบ้านเล่มนึง เค้าบอกว่าผักหวานบ้านไม่มีแมลงมารบกวน ..ก็จริงครับผมทดลองปลูกที่บ้านงามมากๆ แต่พอเอาไปปลูกที่สวนเท่านั้นแหละ แมลงมากินใบเหี้ยนจนเหลือแต่ลำต้นเลยครับ !!

หนังสืออีกเล่มนึงคำนวณต้นทุน ค่าใช้จ่าย ต้นทุน รายได้ในการทำการเกษตรให้เสร็จสรรพ ปลูก 1 ไร่ ได้เท่านั้นเท่านั้น ปลูก 10 ไร่ ได้เท่านั้นเท่านี้…แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ดี
  1.แล้วค่าแรงหล่ะ ถ้าทำเยอะจะหาแรงงานได้เพียงพอมั้ย
  2.ต้นทุนแฝงอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันหล่ะ
  3.แล้วรายได้จะเป๊ะๆตามเค้าว่าจริงๆหรอ เพราะบางทีก็โดนกดราคาจนแทบไม่เหลืออะไร
  4.แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้ผลผลิตออกมาโดยไม่เสียหายจากโรคและแมลง
  5.เมื่อผลผลิตออกมารู้ได้อย่างไรว่าจะขายหมดโดยไม่เน่าเสีย ++
ฉะนั้นเมื่อท่านเห็นตัวเลขอย่าพื่งเชื่อครับ เพราะการเกษตรใช้หลักคณิตศาสตร์คำนวณเป๊ะๆไม่ได้ อย่าพื่งโลภทำเยอะควรเริ่มทำเริ่มศึกษาพร้อมกับหาตลาดในจำนวนที่น้อยๆก่อน พอแน่ใจว่าไปได้ก็ค่อยจัดเต็มครับ
ในความคิดของผม ผมว่าก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรหรือปลูกอะไร เราควรศึกษาพื้นที่ให้ดีก่อนว่าสภาพภูมิประเทศเป็นอย่างไร สูงจากระดับน้ำทะเลแค่ไหน สภาพอากาศเป็นอย่างไร แสงแดดจัดแค่ไหน สภาพดินเป็นอย่างไร มีพื้นที่กว้างหรือแคบ มีโจรมีขโมยรึเปล่า เพราะถ้าหากท่านปลูกพืชที่ลักขโมยง่าย นำไปขายง่าย แล้วไม่มีคนเฝ้าก็อาจจะโดนขโมยจนหมดได้ครับ

ปลูกผักกูด

ผักกูด

อย่างที่ผมทดลองปลูกผักกูด สภาพแวดล้อมที่สวนผม มีลำห้วยผ่าน ทำให้สามารถปลูกผักกูด ได้โดยไม่ต้องดูแลอะไรมาก แค่คอยดูแลกำจัดวัชพืชบ้างเท่านั้นเอง น้ำไม่ต้องรด ปุ๋ยไม่ต้องใส่เลย เพราะผักกูดชอบขึ้นริมห้วยที่มีน้ำไหลผ่าน ..เกษตรกรรมตามสภาพแวดล้อม ก็คือการศึกษาว่าพืชชนิดใดควรอยู่ตำแหน่งใด ก็จะทำให้เราได้ผลผลิตดีขึ้น หรือเหนื่อยน้อยลงครับ …………ทดลองศึกษา ทดลองปลูกไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็รู้เองครับ ว่าตรงไหนควรปลูกอะไร พืชชนิดใดอยู่ร่วมกับชนิดใดได้

ปัญหาด้านการตลาดของเกษตรกร

by ต้อม No comments »

ปัญหาด้านการตลาดของเกษตรกร

ปัญหาการตลาดเกษตร

 

ในประเทศไทยอาชีพเกษตรกรดูเหมือนจะมีปัญหาในด้านการตลาดมากที่สุด สังเกตได้จากการที่มีม็อบมาประท้วงปิดถนน ส่วนใหญ่ก็จะมาจากภาคการเกษตรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ม็อบชาวนาประท้วงราคาข้าวตกต่ำ ม๊อบชาวสวนยางประท้วงราคายางตกต่ำ ม็อบมัน ม๊อบข้าวโพด ฯลฯ แต่ไม่ยักกะมีม็อบนักธุรกิจ ม็อบตำรวจ ม๊อบพ่อค้าแม่ค้า กันสักเท่าไหร่

ปัญหานี้ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริงๆซะที ดังนั้นการมานั่งรอว่าจะมีรัฐบาลไหนมาช่วยแก้ปัญหานั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ผมคิดว่าเราควรเริ่มแก้ปัญหาจากตัวเองก่อน … ควรเลือกปลูกพืชที่ประเทศเพื่อนบ้านปลูกได้น้อยหรือไม่ได้เลย เพราะถ้าไปแข่งปลูกข้าวโพด มัน อ้อย กับเค้าเราคงสู้ราคาไม่ได้ในการเปิด aec ที่นับเวลาถอยหลังอีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว(จริงๆรัฐบาลให้ภาษีนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็น 0% ตั้งแต่ปี 2557 นี้แล้วครับ)

ถ้าเราเลือกปลูกพืชที่เพื่อนบ้านสู้ไม่ได้ นอกจากจะขายในประเทศแล้วเหลือเรายังส่งออกต่างประเทศได้ด้วย… ซื่งก็ต้องเป็นหน้าที่ของเกษตรกรอีกเหมือนกันที่จะต้องหาตลาดรองรับที่เหมาะสม อย่าขี้เกียจเด็ดขาด เพราะถ้าขี้เกียจหาตลาดแล้วเอาไปส่งพ่อค้าคนกลาง ก็จะโดนกดราคาจนน่าเกลียด ยิ่งผลผลิตเยอะยิ่งโดน … วันนี้ผมไปนั่งกินข้าวอยู่ร้านข้างทาง ซื่งเค้าขายผลไม้ด้วย เห็นเกษตรกรขนกล้วยมาส่งหลายเครือหวีใหญ่ๆทั้งนั้น คนรับซื้อตีราคาให้หวีละ 5 บาท !! น่าเศร้ามั้ยครับเกษตรกรปลูก รดน้ำ ใส่ปุ๋ย เก็บผลผลิตขนใส่รถมาส่งให้แม่ค้าถึงที่ แถมยกเข้าร้านให้ด้วย ใช้เวลาตั้งแต่ต้นจนจบเป็นปีกว่าจะได้เก็บผลผลิตแต่กลับได้ราคาแค่หวีละ 5 บาท !! .. ส่วนแม่ค้ามีหน้าที่แยกหวีวางขายบนโต๊ะกลับขายได้หวีละ 10-15 บาทเป็นอย่างน้อย ได้กำไรโดยใช้เวลารอลูกค้าเต็มที่ไม่เกิน 3 วัน

การตลาดก็มีหลายทางแล้วแต่พื้นที่ของแต่ละคน มีตลาดใกล้ๆก็ไปเช่าแผงขาย ไม่อยากเช่าก็ไปเปิดท้ายขายก็ได้ ขายให้คนรู้จัก ขายให้ร้านค้า(ที่รับซื้อราคายุติธรรม) ขายตรงให้ผู้มีกำลังซื้ออย่างพนักงานบริษัท ข้าราชการ ฯลฯ บางท่านอาจจะมองว่าเสียเวลา แต่ลองดูผลกำไรที่แม่ค้าคนนี้ได้สิครับ กำไรหวีละ 10 บาท ถ้าคุณมีกล้วยสัก 10 เครือ ตีไปประมาณ 100 หวี เงินคุณหายไป 1,000 บาทเลยนะครับ และถ้้าหากว่าหาตลาดไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็ควรหาทางแปรรูปยืดอายุสินค้าไปก่อน จะเป็นเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์และจะทำให้ขายได้ราคาที่สูงขึ้น อย่าปล่อยใหใครมากดราคากันง่ายๆอีกเลย …